You are currently viewing ⚠️น้ำลด…อย่าเพิ่งรีบสับสวิตช์! กู้ชีพ “หม้อแปลงไฟ” หลังน้ำท่วมใต้อย่างถูกวิธี

⚠️น้ำลด…อย่าเพิ่งรีบสับสวิตช์! กู้ชีพ “หม้อแปลงไฟ” หลังน้ำท่วมใต้อย่างถูกวิธี

  • Post author:
  • Post category:category
  • Post comments:0 Comments
  • Reading time:1 min read

จากหลากหลายสถานที่ซึ่งถูกน้ำท่วมสูง และบางแห่งสูงในระดับที่ท่วมถึงเสาไฟฟ้าแรงสูงซึ่งมีหม้อแปลงไฟฟ้าทำหน้าที่จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับประชาชนและธุรกิจร้าน จนทางการไฟฟ้าจำเป็นต้องตัดกระแสไฟฟ้า จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ แต่หม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูงที่จมน้ำนานหลายวัน มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการลัดวงจรและระเบิดหากจ่ายไฟเข้าไปทันที เนื่องจาก “น้ำและความชื้น” เป็นศัตรูตัวร้ายของระบบฉนวนไฟฟ้าครับ


🛑 ข้อห้ามสำคัญ: ห้าม สับสวิตช์จ่ายไฟเข้าหม้อแปลงเด็ดขาด จนกว่าจะผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและฟื้นฟูตามมาตรฐานวิศวกรรม

กระบวนการบำรุงรักษาเพื่อให้กลับมาใช้งานได้ (Reconditioning) ต้องทำโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้ครับ:

1. ความปลอดภัยและการทำความสะอาดเบื้องต้น (Exterior Restoration)

  • ตัดไฟและกราวด์ระบบ: มั่นใจว่าตัดวงจรทั้งด้านแรงสูงและแรงต่ำ และทำการต่อสายดิน (Grounding) เพื่อความปลอดภัย
  • ล้างทำความสะอาด: ฉีดล้างคราบโคลน ทราย และขยะที่ติดอยู่ตามตัวถัง (Tank) และครีบระบายความร้อน (Radiator)
  • ขัดลูกถ้วย (Bushings): ทำความสะอาดลูกถ้วยแรงสูง-แรงต่ำให้สะอาดเงางาม ไม่มีคราบโคลนเกาะ เพราะคราบสกปรกจะทำให้เกิดไฟกระโดด (Flashover) ได้
  • เปลี่ยนสารดูดความชื้น (Silica Gel): หากจมน้ำ สารดูดความชื้นในกระปุกจะเสียสภาพแน่นอน (เปลี่ยนจากสีน้ำเงิน/ส้ม เป็นสีชมพู/เขียวคล้ำ) ต้องเปลี่ยนใหม่ทันที

2. การจัดการกับ “น้ำมันหม้อแปลง” (Oil Management)

น้ำอาจซึมเข้าผ่านซีลยางหรือปะเก็นต่างๆ ได้

  • เก็บตัวอย่างน้ำมัน (Oil Sampling): ต้องเจาะเอาน้ำมันไปเข้าห้องแล็บเพื่อทดสอบค่าสำคัญ คือ
    • ค่าความชื้น (Water Content): ต้องไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน
    • ค่าการทนแรงดัน (Breakdown Voltage): น้ำมันต้องเป็นฉนวนที่ดีพอ
  • การแก้ไข:
    • กรณีน้ำเข้าน้อย: อาจใช้เครื่อง กรองน้ำมัน (Oil Filtering) เพื่อดูดความชื้นและสิ่งสกปรกออก
    • กรณีน้ำเข้ามาก/สีขุ่นคลั่ก: ต้อง เปลี่ยนน้ำมันใหม่ (Oil Replacement) ทั้งหมด
    • เปลี่ยนซีลยาง/ปะเก็น: ควรเปลี่ยนซีลยางทุกจุด เพราะยางที่แช่น้ำนานอาจบวมและเสื่อมสภาพ

3. การฟื้นฟู “ขดลวดภายใน” (Winding & Insulation Drying)

นี่คือขั้นตอนที่ยากและสำคัญที่สุด หากฉนวนกระดาษที่หุ้มขดลวดชื้น จะทำให้หม้อแปลงช็อตภายใน

  • วัดค่าความเป็นฉนวน (Megger Test): ใช้เครื่องมือวัดค่าความต้านทานฉนวน หากค่าต่ำกว่ามาตรฐาน แสดงว่ามีความชื้นสะสม
  • การอบไล่ความชื้น: หากพบความชื้น ต้องนำหม้อแปลงเข้า ตู้อบ (Oven) ที่ควบคุมอุณหภูมิ หรือใช้กรรมวิธี Short Circuit Drying (ปล่อยกระแสต่ำๆ เพื่อสร้างความร้อนไล่ความชื้น) ซึ่งต้องทำโดยเครื่องมือพิเศษของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

4. การทดสอบก่อนจ่ายไฟ (Final Testing)

ก่อนจะนำกลับมาใช้งาน ต้องมีการออกใบรับรองผลการทดสอบ (Test Report) ยืนยันค่าต่างๆ ดังนี้:

  • Insulation Resistance: ค่าความเป็นฉนวนต้องสูงตามเกณฑ์
  • Turn Ratio: อัตราส่วนแรงดันขดลวดต้องถูกต้อง (เช็คว่าขดลวดไม่ช็อตข้ามรอบ)
  • Contact Resistance: ค่าความต้านทานจุดต่อต่างๆ ต้องต่ำ

⚠️ คำแนะนำ:

เนื่องจากหม้อแปลงแรงสูงมีราคาสูงและอันตราย แนะนำให้คุณ ติดต่อบริษัทรับซ่อมบำรุงหม้อแปลง (Transformer Services) เข้ามาประเมินหน้างานครับ

  • ถ้าเสียหายแค่ภายนอกและน้ำมันชื้นเล็กน้อย -> ค่าใช้จ่ายหลักหมื่น (ค่ากรองน้ำมัน+ค่าแรง)
  • ถ้าขดลวดชื้นมากจนต้องยกไปอบโรงงาน -> ค่าใช้จ่ายหลักแสน
  • แต่ถ้าจ่ายไฟโดยไม่เช็คแล้วระเบิด -> ต้องซื้อลูกใหม่ (หลายแสนถึงล้านบาท)

แชร์เก็บไว้อ่านกันครับ ^_^

Leave a Reply